ReadyPlanet.com
dot
dot
GMP กับการผลิตอาหารปลอดภัย
dot
dot
dot
Solar Green House
dot
การผลิต,สินค้าของเราปี2011
dot
our factory 2011


สถาบันอาหาร
กระทรวงสาธารณสุข




คิดถึงเพลง ลาสาวแม่กลอง article

พนม นพพร ผู้ร้องเพลงลาสาวแม่กลอง คนแรก

เพลง ลาสาวแม่กลอง

คำร้อง-ทำนอง  อาจารย์เกษม  สุวรรณเมนะ

ขับร้องโดย พนม  นพพร

สิ้นแสงดาวดุเหว่าเร่าร้อง
          จากสุมทุมลุ่มน้ำแม่กลอง
พี่จำจากน้องคนงาม
แว่วหวูดรถไฟ     พี่แสนอาลัยสมุทรสงคราม
คงละเมอเพ้อพร่ำ
คิดถึงคนงามที่อยู่แม่กลอง
       ราชการทหารเรียกใช้ 
ลูกน้ำเค็มโอ้ทัพเรือไทย 
ฝึกเตรียมเอาไว้ทุกกอง
 พี่ต้องขอลาจากแล้วแก้วตา    ลาถิ่นแม่กลอง                           
 คงหวนมาหาน้อง                                
 คนสวยแม่กลองคอยพี่กลับมา
  * เมื่อสงกรานต์งานวัดบ้านแหลม
                              เคยเที่ยวชมกับโฉมแฉล้ม                    
 เมื่อคืนข้างแรมเมษา                               
 สรงน้ำร่วมน้อง  ปิดทองพระปฏิมา                        
 อธิษฐานรักอยู่คู่ฟ้า     หวังเกิดมาร่วมใจ      
** ป้อมพระจุลไกลบ้านห่างน้อง                         
 เมื่อฝนมาฟากฟ้าคะนอง                   
 ได้ยินถึงน้องหรือไม่                            
 พี่ส่งสัญญาฝากฟ้าครวญมาจากห้วงหัวใจ                             
 คือเสียงครวญไห้                            
 ทหารเรือไทยยังห่วงแม่กลอง

.................................................................

 


ความรู้ทั่วไปจากเนื้อเพลง
ลาสาวแม่กลอง
คุณพนม นพพร ผู้ขับร้องเพลง ลาสาวแม่กลองคนแรก 
ประวัติ พนม นพพร
พนม นพพร เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งชายเสียงดี ใบหน้าหล่อเหลาชาวเมืองน้ำเค็ม ที่สามารถร้องเพลงได้ดีทั้งแนวสนุกสนาน และแนวหวานซึ้ง พนม นพพร โด่งดังอย่างมากจากเพลง “ ลาสาวแม่กลอง “ นอกจากนั้นก็ยังมีเพลงฮิตติดหูผู้ฟังอีกมากมายหลายเพลง พนม นพพร ยังมีฝีมือในด้านการแสดงภาพยนตร์อีกด้วย โดยได้ฝากฝีมือไว้ในด้านการแสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง และเมื่อประสบการณ์ด้านการแสดงมีมากขึ้น พนม นพพร ก็ยังหันมาเอาดีทางด้านการสร้างภาพยนตร์เอง และก็ประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ปัจจุบันพนม นพพร ยังหันมาจับธุรกิจจัดรายการโทรทัศน์ และตั้งค่ายเพลง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน และนับเป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งที่ประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจมากที่สุดอีกคนหนึ่งของเมืองไทย.
พนม นพพร มีชื่อจริงว่า ชาตรี ชินวุฒิ มีชื่อเล่นว่า โอ เกิดเมื่อ 27 พ.ค.2489 เกิดที่ ต.หนองตำลึง อ.พานทอง จ.ชลบุรี ในครอบครัวที่มีฐานะไม่ลำบากนัก โดยครอบครัวมีที่นาไว้ให้เช่า และมีร้านกาแฟ เขามีพี่น้อง 4 คน โดยเป็นคนที่ 3 พนม นพพร จบการศึกษาชั้นมัธยม 6 (ระบบเก่า) จากโรงเรียนพัฒนศิลป์ จ. ชลบุรี และไม่เรียนต่อเพราะว่าอยากเป็นนักร้องลูกทุ่ง แม้ว่าพ่อแม่อยากให้รับราชการมากกว่าก็ตาม.พนม นพพร ชื่นชอบเพลงลูกทุ่งอย่างมาก โดยมีสาเหตุมาจากการชอบไปดูรำวง และฟังวิทยุ ซึ่งในสมัยนั้นก็นิยมเปิดเพลงลูกทุ่งอย่างมาก จากนั้นก็เริ่มหัดร้องโดยยึดแนวของนักร้องมากมายหลายคน อาทิ คำรณ สัมบุณณานนท์ , ชาย เมืองสิงห์ ,พร ภิรมย์ ,ไพรวัลย์ ลูกเพชร , ไวพจน์ เพชรสุพรรณ พนม นพพร เคยตระเวนประกวดตามเวทีประกวดมาบ้าง แต่ปรากฏว่า ไม่เคยชนะเลย ในระหว่างนั้น ก็เคยขึ้นไปร้องเชียร์รำวงอยู่บ้าง โดยได้ค่าร้องคืนละ 20 บาท เนื่องจากบ้านอยู่ใกล้กับคณะรำวงชื่อดังแห่งยุคนั้นอย่างเช่นวงดาวน้อย และดาวทอง ต่อมา วงดนตรีของเทียนชัย สมยาประเสริฐ มาเปิดการแสดงแถว ต. บางพระ จ.ชลบุรี และมีการประกวดร้องเพลง ซึ่งพนม นพพร ก็ไปประกวด แต่ในงานนี้ เป็นการประกวดแบบอัดเทป ไม่มีการประกาศผลทันที แต่จะประกาศผลทางสถานีวิทยุในภายหลัง ซึ่งก็ปรากฏว่า พนม นพพร เป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะ ประจวบกับช่วงนั้นเขาจบการศึกษาแล้ว ก็จึงเก็บเสื้อผ้าเข้ากรุงเทพ ฯ โดยมาอยู่ที่บ้านของเทียนชัย สมยาประเสิรฐ เพื่อฝึกร้องเพลง และร่วมวงดนตรี ซึ่งที่นี่เขาได้บันทึกเสียงเพลงแรกชื่อเพลง “ลมร้อน “ ผลงานการประพันธ์ของ อรุณ รุ่งรัตน์ ขณะที่พนม นพพร ใช้ชื่อว่า พนาวัลย์ ลูกเมืองชล ซึ่งเพลงนี้ก็ทำให้เขาเป็นที่รู้จักพอสมควร แต่อยู่ได้ไม่นานวงเทียนชัยก็แตก เนื่องจากลูกวงแยกย้ายกันไปตั้งวงเอง เมื่อไม่มีที่ให้สังกัด พนม นพพร จึงต้องหาเลี้ยงชีพโดยการไปเป็นนักร้องสลับฉากให้กับคณะลิเก รวมทั้งวงดนตรีอื่นๆ ทั้งเพลิน พรมแดน , นิยม มารยาท และอื่นๆ ต่อมามีผู้ชวนไปสมัครอยู่กับวงจุฬารัตน์ของครูมงคล อมาตยกุล ปรากฏว่าครูไม่รับ โดยให้เหตุ ผลว่านักร้องเต็ม พนม นพพร จึงพยายามอีกด้วยการร้องเพลงให้ฟัง ครูก็ยังไม่รับ พนม นพพร จึงต้องเสนอตัวเป็นเด็กรถประจำวง และรับใช้นักร้องในวง แค่พอให้มีข้าวกินไปวันๆ ซึ่งครูก็ตอบตกลง
ระหว่างที่วงไปเดินสายแถวอีสาน เมื่อจะไปแสดงที่ อ. ชุมแพ นักร้องเริ่มป่วยกันมากขึ้น ทางวงเกรงว่า โปรแกรมการแสดงจะไม่พอ จึงนำเอาพนม นพพร ที่ต้องทำหน้าที่เก็บตั๋ว ไปร้องเพลงคร่าเวลา โดยให้ร้องเปิดวงเป็นคนแรก ซึ่ง พนม นพพร ก็ได้ร้องเพลง อนิจจา ของโฆษิต นพคุณ ปรากฏว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนในวงและผู้ชมอย่างมาก แต่ชีวิตของเขาหลังจากนั้น ก็ยังเหมือนเดิม เมื่อลงจากเวทีก็ยังต้องไปทำงานระดับล่างต่อไป แต่เขาก็ได้ร้องเพลงเปิดวงครั้งละ 1 เพลงมาตลอด
เมื่อกลับมากรุงเทพฯ วันหนึ่ง นักร้องดังๆในวงต้องไปอัดแผ่นเสียง ซึ่งพนม นพพร ก็ตามไปรับใช้ด้วย ปรากฏว่าวันนั้น ราวตี 3 ก็อัดเสร็จแล้ว ซึ่งถือว่าเร็วมาก ครูมงคล อมาตยกุล เห็นว่าพอมีเวลาเหลือ จึงเรียกพนม นพพร มาลองซ้อมเพลง ตอนนั้น สรวง สันติ ได้แต่งเพลงให้พนม นพพร เพลงหนึ่ง เขาจึงนำเพลงนี้มาเสนอครูมงคล ปรากฏว่าซ้อมไปซ้อมมาครูเกิดชอบ จึงเขียนโน้ตให้นักดนตรี และ บันทึกเสียงกันในตอนนั้นเลย เพลงนี้มีชื่อว่า “ สุขีเถิดที่รัก “ ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมาก จากนั้น
 เมื่อพนม นพพร มีอายุประมาณ 20 ปี ก็มีโอกาสบันทึกเสียงอีก 2 เพลง เพลงแรกชื่อ “ อัดอั้นตันใจ “ ของลพ บุรีรัตน์ (ตอนนั้นใช้ชื่อ กนก เกตุกาญจน์ ) ส่วนอีกเพลง พนม นพพร บอกว่าเขาไม่ค่อยชอบ เพราะไม่ใช่แนวของเขา แต่ครูมงคลแนะนำว่า ยิ่งไม่ชอบยิ่งต้องใช้ความพยายาม แต่เพลงนี้ก็เป็นเพลงที่สร้างชื่อให้พนม นพพร ขึ้นมาอยู่ในชั้นแนวหน้าของวงการลูกทุ่งไทย โดยเพลงนั้นก็คือเพลง “ ลาสาวแม่กลอง “ ที่แต่งโดย เกษม สุวรรณเมนะ.

นกดุเหว่า หรือ นกกาเหว่า

 ดุเหว่า เสียงร้องไพเราะ มักจะเรียกกันว่า กาเหว่า
นกกาเหว่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eudynamys scolopacea
รูปร่างลักษณะ คนไทยโดยทั่วไป มักเข้าใจว่า นกกาเหว่ามีอยู่ 2 ชนิด คือ นกกาเหว่าดำ และ นกกาเหว่าลาย ทั้งนี้เพรา นกตัวผู้ มีสีดำ และ นกตัวเมียมีสีน้ำตาลลายๆ ทั้งตัว และ ยังมีเสียงร้องแตกต่างกันด้วย แต่เป็นตัวผู้ และ ตัวเมีย นกกาเหว่า เป็นนกขนาดเล็ก - กลาง ความยาวจากปลายปากจด หาง 43 ซม. ลำตัวค่อนข้างยาว ในเวลาเกาะกิ่งไม้ ลำตัวจะอยู่ในแนวนอน

 แม่น้ำแม่กลอง
แม่น้ำแม่กลอง เป็นแม่น้ำสำคัญสายหนึ่งในภาคตะวันตก เกิดจากแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อย ไหลมาบรรจบกันที่ตำบลบ้านแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านจังหวัดราชบุรี สมุทรสงคราม และไหลลงสู่ปากอ่าวไทยที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม มีความยาวประมาณ 132 กิโลเมตร พื้นที่รับน้ำที่ปากแม่น้ำแม่กลอง 30,106 ตารางกิโลเมตร

รถไฟสายแม่กลอง

 ทางรถไฟสายแม่กลอง  เป็นทางรถไฟที่เดินรถจากฝั่งธนบุรี ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สิ้นสุดที่จังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งแต่ พ.ศ. 2444 และ พ.ศ. 2448 เป็นระยะทาง 66.9 กิโลเมตร อยู่ในการดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย ประกอบด้วยเส้นทาง 2 ช่วงจาก สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ถึงสถานีรถไฟมหาชัย ระยะทาง 31.2 กิโลเมตร และจากสถานีรถไฟบ้านแหลม ถึงสถานีรถไฟแม่กลอง ระยะทาง 33.57 กิโลเมตร โดยระหว่างสถานีมหาชัยกับสถานีบ้านแหลม จะไม่มีเส้นทางเชื่อมถึงกัน ผู้โดยสารจะต้องลงจากขบวนรถ และเดินเท้าไปขึ้นเรือข้ามฟากข้ามแม่น้ำท่าจีน เพื่อไปต่อรถไฟอีกขบวนหนึ่ง.  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินประทับรถไฟพระที่นั่ง ผ่านทางรถไฟสายนี้เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) เพื่อทรงทำพิธีเปิดถนนถวาย ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมืองสมุทรสาคร. 
 การเกณฑ์ทหาร โดยกองทัพไทย
การเกณฑ์ทหารในประเทศไทยในปัจจุบัน อาศัยความตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กำหนดให้ชายไทยทุกคนมีหน้าที่ต้องเข้ารับราชการทหาร และยังเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย ขั้นตอนการเกณฑ์ทหารเริ่มต้นจากการลงบัญชีทหารกองเกินของชายไทยไว้ก่อน และจะมีการเรียกผู้ที่ลงบัญชีไว้มาตรวจเลือกเอาคนที่ทางทหารเห็นว่าเหมาะสมไปตามจำนวนที่ต้องการเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการ

กรมหลวงชุมพร เชตอุดมศักดิ์ บิดาแห่งกองทัพเรือไทย     Royal Thai Army

                                                                  
 เมื่อเริ่มแรกตั้งกรมทหารเรือ นั้น  กิจการทหารเรือบางอย่าง ยังขาดองค์บุคคลที่มีความรู้
ความชำนาญพอ        จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจ้างชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการตาม
ตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ     อาทิเช่น      มาเป็นผู้บังคับการเรือ และป้อมต่าง ๆ       เป็นต้น
แต่ต่อมาภายหลังเหตุการณ์     ร.ศ.112 (พ.ศ.2436)    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
ได้ทรงพระราชดำริว่ากิจการของทหารเรือ เท่าที่อาศัยชาวต่างประเทศมาประจำตำแหน่ง
หน้าที่ต่าง ๆ ในเรือรบ และตามป้อมนั้น ไม่สู้มีหวังในการรักษาความมั่นคง และความ
เป็นเอกราชของประเทศ ทรงมีพระราชประสงค์จะให้มีการศึกษาแก่ทหารเรือไทยให้มี
ความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะรับตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ในเรือแทนชาวต่างประเทศ
ที่จ้างไว้ต่อไป        จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ     ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง
ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระราชโอรส       เสด็จไปศึกษาวิชาการทหารเรือที่ประเทศอังกฤษ
เมื่อปี พ.ศ.2436       และทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารเรือ   กลับมารับราชการในปี
พ.ศ.2443       ทรงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากรมทหารเรือให้เจริญก้าวหน้า  ทั้งองค์
บุคคลและองค์วัตถุตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา.

  วัดบ้านแหลม                 งานฉลองวันสงกรานต์ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม

ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง บริเวณถนนเพชรสมุทร เป็นวัดที่สำคัญของจังหวัดเดิมชื่อ วัดศรีจำปา ตามพงศาวดารฉบับราชหัตถเลขา ปี พ.ศ. 2307 พม่ายกทัพเข้ามาตีเมืองเพชรบุรี แต่กองทัพของกรุงศรีอยุธยาได้ยกทัพมาช่วยรักษาเมืองไว้ได้ ชาวบ้านแหลมในเขตเมืองเพชรบุรีอพยพหนีพม่ามาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณตำบลแม่กลองเหนือวัดศรีจำปา จึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านแหลม” ตามชื่อบ้านเดิมของตนในเมืองเพชรและช่วยกันบูรณะวัดศรีจำปา เรียกวัดนี้ใหม่ว่า “วัดบ้านแหลม”
ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อวัดบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งของไทย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ศูนย์รวมศรัทธาและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวแม่กลองแห่งสมุทรสงครามเท่านั้น แต่ยังเป็นที่เคารพสักการะอย่างกว้างขวางของชาวไทยทุกสารทิศมานานนับสมัยจนถึงกับมีคำกล่าวว่า หากไม่ได้มานมัสการหลวงพ่อวัดบ้านแหลมก็เสมือนมาไม่ถึงเมืองสมุทรสงคราม
        องค์หลวงพ่อวัดบ้านแหลมนั้นเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขนาดเท่าคนจริง สูงประมาณ 167 เซนติเมตร สันนิษฐานว่าสร้างในมัยสุโขทัย-อยุธยาตอนต้น มีประวัติกล่าวว่า หลวงพ่อบ้านแหลมนั้นเป็นพระพุทธรูปที่ได้รับการค้นพบในลำน้ำแม่กลอง ดังตำนานเก่าเล่าว่าชาวประมงได้ลากอวนพบพระพุทธรูป 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ซึ่งได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดเก่าแก่ในเมืองแม่กลองที่ชื่อว่าวัดศรีจำปา ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่าวัดบ้านแหลม ทำให้ชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่าหลวงพ่อบ้านแหลมเรื่อยมา ขณะที่อีกองค์หนึ่งนั้นเป็นพระพุทธรูปนั่งซึ่งชาวประมงได้นำกลับไปประดิษฐานที่วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี บางกระแสกล่าวไว้ว่า การค้นพบหลวงพ่อนั้นเกี่ยวกับตำนานของห้าพระพุทธรูปพี่น้องที่ลอยน้ำมาพร้อมกันจากเมืองเหนือ คือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อโตวัดบางพลี หลวงพ่อวัดเขาตะเครา และหลวงพ่อวัดไร่ขิง ซึ่งชาวบ้านริมฝั่งน้ำที่พบเห็นและศรัทธาได้อัญเชิญไปประดิษฐานในแต่ละวัดตามท้องถิ่นของตนเพื่อกราบไหว้บูชาสืบไป.

ป้อมพระจุลจอมเกล้า รศ.112 
ประวัติป้อมพระจุลจอมเกล้า ฐานทัพเรือกรุงเทพ
ป้อมพระจุลจอมเกล้า มีหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย และการป้องกันพื้นที่ รวมทั้งการดำเนินงานเกี่ยวกับงานธุรการ การกำลังพล การยุทธการและ ข่าว การเงิน และกิจการพิเศษ ตลอดจนประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ และ
หน่วยที่เกี่ยวข้อง มีสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่และดูแล ดังนี้
- สะพานชมป่าชายเลน
- อุทยานประวัติศาสตร์
- เกาะผีเสื้อ
- พิพิธภัณฑ์ เรือหลวงแม่กลอง
- อนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5
- ป้อมนาคราช
- ป้อมปืนเสือหมอบ
- ร้านอาหารท้ายเรือ       

 

ป้อมพระจุลจอมเกล้า         พิพิธภัณฑ์เรือรบที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า

         

        “ป้อมพระจุลจอมเกล้า” หรือที่เรียกกันว่า“ป้อมพระจุลฯ” ตั้งอยู่ที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ สร้างขึ้นด้วยเงินงบประมาณรายได้ของแผ่นดินบางส่วนและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐ ชั่ง เพื่อสมทบการก่อสร้าง และจัดหาอาวุธปืนประจำป้อม จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ ได้สร้างเรียบร้อยในต้นปี พ.ศ.๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒) พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรี เพื่อเสด็จทอดพระเนตรป้อม เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒) ได้ทรงพระราชทานนามป้อมปืนแห่งนี้ว่า “ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ”
            บริเวณป้อมปืนมีเนื้อที่ประมาณ ๗,๐๐๐ ไร่เศษ ในขณะนั้นนับว่าเป็นป้อมปืนที่ทันสมัยที่สุด ป้อมปืนดังกล่าวติดตั้งปืนใหญ่ซึ่งตัวปืนจะอยู่ภายในหลุมจำนวน ๗ หลุมปืน ปืนใหญ่ที่นำมาติดตั้งที่หลุมปืนนั้นสั่งมาจากบริษัทเซอร์ ดับบริวจี อาร์มสตรอง จำกัด (Sir W.G. Armstrong & Co.) ประเทศอังกฤษ เป็นปืนใหญ่บรรจุท้ายรุ่นแรกที่มีใช้ในกองทัพเรือ ปืนใหญ่รุ่นนี้เมื่อจะทำการยิงต้องใช้แรงม้ำมันยกปืนใหญ่ขึ้นพ้นปากหลุม เมื่อทำการยิงไปแล้วปืนก็จะถอยลดลงมาอยู่ในหลุมตามเดิม ด้วยคุณลักษณะเช่นนี้ จึงมีผู้เรียกปืนใหญ่นี้ว่า “ปืนเสือหมอบ”  
เหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒
            ในตอนเย็น ของ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖ หมู่เรือรบฝรั่งเศส ประกอบด้วยเรือปืนชัน ๑ ชื่อ แองกองสตังค์(Inconstant) และ เรือปืนโคเมต (Comete) ภายในการบัญชา ของ นาวาโท โบรี (Bory) ได้แล่นล่วงล้ำผ่านสันดอนปากน้ำเจ้าพระยา เข้ามาโดยไม่ยอมฟังคำห้ามปราม และโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทย ป้อมประจุลจอมเกล้า ได้ยิงนัดดินออกไป ๓ นัด เป็นการเตือนให้กลับไปเสีย แต่เรือฝรั่งเศส ยังแล่นเรื่อยเข้ามา ปืนป้อมพระจุลฯ จึงยิงด้วยกระสุนจริง แต่ข้ามหัวเรือรบฝรั่งเศสไป เรือรบฝรั่งเศส ได้ชัก ธงรบและระดมยิงป้อมพระจุลจอมเกล้า พร้อมกันทั้ง ๒ ลำ ฉากแห่งการต่อสู้จึงได้อุบัติขึ้น ป้อมพระจุลฯ ได้ยิงโต้ตอบด้วยปืนใหญ่ทุกกระบอกที่มีอยู่โดยฉับพลันในการยิงต่อสู้ครั้งนี้ ผลปรากฎว่าเรือ เย.เบ.เชย.(J.B.say) ซึ่งเป็น เรือนำร่องให้เรือ ฝรั่งเศส ถูกยิงทะลุ ต้องแล่นเกยตื้น อยู่ริมฝั่ง ณ บริเวณ ป้อมพระจุลฯ นั่นเอง ส่วนเรือรบ ฝรั่งเศส ทั้ง ๒ ลำ คงแล่นผ่านเข้ามาจนถึงกรุงเทพฯ และจอดทอดสมอที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส การรบครั้งนี้ พลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธิน ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการทหารเรืออยู่เวลานั้นได้บัญชาการต่อสู้ด้วยตนเอง.

ป้อมปืนเสือหมอบ      ปืนเสือหมอบ เขี้ยวเล็บกองทัพเรือสมัย รศ.112    ปืนเสือหมอบ

 คุณลักษณะปืนเสือหมอบ  
            ปืนเสือหมอบ เป็นปืนที่จัดสร้างโดย บริษัท เซอร์ ดับบลิว จี อาร์มสตรอง ( Sir W.G. Armstrong & Co.) ประเทศอังกฤษ ในระหว่างปี  พ.ศ. ๒๔๒๘ - ๒๔๒๙ ประเทศไทยได้จัดหามามารวมทั้งสิ้น  ๑๐ กระบอก  ติดตั้งไว้ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า  ๗  กระบอก  อีก ๓ กระบอกติดตั้งไว้ที่ป้อมผีเสื้อสมุทร   คุณลักษณะของปืน พอสังเขป มีดังนี้ 
            ๑. กว้าง ปากลำกล้อง ๖  นิ้ว (๑๕๒.๔ ม.ม.)
            ๒. น้ำหนักปืน  ๑๑,๓๔๐ ปอนด์
            ๓. หัวกระสุนเหล็ก หนัก ๑๐๐ ปอนด์
            ๔. ดินขับหนัก  ๓๔  ปอนด์  Pebble
            ๕. ระยะยิงไกลที่สุดประมาณ  ๘,๐๔๖  เมตร
            ๖.บรรจุกระสุนจากท้ายลำกล้อง เกลียวลำกล้องเป็นเกลียวบิดทวี

            ในการยิงใช้กำลังพลประจำปืนรวมทั้งสิ้น ๑๐ นาย ต่อ กระบอก เป็นเจ้าหน้าที่ประจำปืน  ๗  นาย  และเจ้าหน้าที่คลัง  ๓  นาย  พลประจำปืนจะทำการบรรจุหัวลูกปืน ดินขับ ดินเริ่ม  ไพรเมอร์  ทำการปิดลูกเลื่อน และปรับแต่งยกปืนขึ้นสูงเหนือปากหลุมเพื่อทำการยิง เมื่อยิงปืนเสือหมอบแรงดันของดินขับที่จุดตัวภายในลำกล้องจะทำให้ปืนถอยกลับลงมาในหลุม โดยการถอยของปืนจะขึ้นอยู่กับคุณลักษณะเฉพาะของหัวลูกปืน  น้ำหนักดินขับ  ดินเริ่ม และไพรเมอร์  ปืนชนิดนี้โดยทั่วไปเรียกว่า  “ปืนเสือหมอบ” ในภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า “Disappearing Carriage”
   การซ่อมทำปืนเสือหมอบ
            หลังจากเหตุการณ์ใน ร.ศ. ๑๑๒ ปืนเสือหมอบ (ปืนหลุม) มิได้ทำการยิงเป็นทางการอีกเลย ประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๖ จึงได้ปลดประจำการ และได้เก็บไว้ในสภาพของปืนโบราณเพื่อเป็นประวัติศาสตร์เท่านั้น ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานนับเป็นสิบปี ปืนที่ถูกเก็บไว้จึงมาสภาพชำรุดทรุดโทรม ส่วนประกอบต่างของปืนสูญหาย ตลอดจนมีน้ำท่วมบริเวณฐานปืน จากสภาพที่ปรากฏแล้ว ยากต่อการปรับคืนสภาพเดิมได้ อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้มีการพัฒนาพื้นที่บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า และมีแนวความคิดในการจัดสร้าง พระบรมราชนุสาวรีย์แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ขึ้น จึงได้มีการปรับสภาพภายนอกของปืนให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย
           แนวความคิดที่จะให้ปืนเสือหมอบทำการยิงได้นั้น พลเรือเอก สุวัชชัย  เกษมสุข ผู้บัญชาการทหารเรือท่านปัจจุบัน ในฐานะที่ท่านเคยเป็นอาจารย์สอนประวัติการยุทธทางเรือ โรงเรียนนายเรือ และเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสนใจ ในเรื่องปืนใหญ่ทั้งปืนเก่าและใหม่เป็นอย่างมาก ได้มีความคิดริเริ่มที่จะดำเนินการซ่อมทำปืนเสือหมอบให้สามารถยิงได้
            การดำเนินการซ่อมปืนให้ยิงได้ ได้เริ่มเป็นจริงขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๓๕ เมื่อชมรมเพื่อนทหารเรือ โดย คุณ มนต์ชัย  ราบรื่นทวีสุข ได้เข้ามาให้การสนับสนุน ทั้งในด้านหาข้อมูล คู่มือ และตรวจสอบด้วยความแข็งแรงตลอดจนการซ่อมทำในระยะแรกรวมทั้งหน่วยต่างๆ ของ กองทัพเรือ ได้แก่ ฐานทัพเรือกรุงเทพ อู่ทหารเรือป้อมพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ กรมสรรพาวุธทหารเรือ ได้ร่วมกันดำเนินการซ่อมทำปืนเสือหมอบหลุมที่ ๔ เป็นอันดับแรก
            ในปี พ.ศ.๒๕๔๐ คณะกรรมการปรับปรุงปืนเสือหมอบ โดย พลเรือตรี ทวีศักดิ์ โสมาภา เจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ นาวาเอก วณิชย์  พุ่มขจร รองเจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ ทำการวิเคราะห์การทำงานของปืน และได้ศึกษาหาหนทางที่จะทำการยิงปืนด้วยหัวกระสุนที่ปลอดภัย (ไม่ใช่หัวกระสุนจริง) แล้วให้ปืนมีอาการถอยหมอบกลับมาในหลุมปืนได้เสมือนกับยิงด้วยหัวกระสุนจริงซึ่งหนักประมาณ ๔๕ กิโลกรัม ได้ทำการยิงปืนเสือหมอบครั้งแรกเมื่อ ๑๘ พ.ย.๔๐ เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของปืนและโครงสร้าง ตลอดจนสังเกตอาการปืนขณะทำการยิง เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์และพัฒนาปรับปรุงในครั้งต่อไป ในการยิงครั้งนี้ใช้เพียง ๑ กิโลกรัม มากที่สุด และหัวกระสุนทรงกลมทำด้วยกระดาษ.

 

  ครัวท้ายเรือ ป้อมพระจุล                                            ต้นลำพู ไม้ป่าชายเลน
            ร้านอาหารท้ายเรือ                                                                        ต้นลำพู

           จัดสร้างขึ้นโดยป้อมพระจุลจอมเกล้า ซึ่งเดิมที่บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ร.๕ ไม่มีสถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใดต่อมาเมื่อมีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.๕มีบุคคลภายนอกหน่วยเข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากดังนั้นป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงได้จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ จนถึง พ.ศ.๒๕๔๗จึงได้อนุมัติให้จัดสร้างอาคารเอนกประสงค์แทน เปิดใช้เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๗เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ภายในมีร้านขายของที่ระลึกจากกองทัพเรือและอาหารทะเลบริการอีกด้วย ช่วยเสริมให้เข้ากับบรรยากาศแวดล้อมยิ่งขึ้น
          กองทัพเรือได้จัดสร้างสะพานชมป่าชายเลนขึ้นเมื่อ ๒๔ ธ.ค. ๒๕๔๒ซึ่งสะพานนี้สามารถใช้เดินชมนก ชมปู ปลาได้หลาย ๆ ชนิด ทั้งขณะที่ทะเลท่วมถึงและทั้งทะเลลดลงสะพานแห่งนี้ทอดยาวไปในพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณริมเขื่อนกั้นน้ำเก่าแก่ รวมยาวประมาณ๓๐๐ เมตร มีซุ้มพักผ่อนสำหรับผู้เข้าเยี่ยมชม
            ปัจจุบันบริเวณแห่งนี้เขียวชอุ่มไปด้วยพันธุ์ไม้ป่าชายเลนอาทิ ลำพู แสม โพธิ์ทะเล ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ และนกหลากหลายชนิด เช่นนกกินเปี้ยว นกกระสานวล นกกระสาแดง นกยางกรอกพันธุ์จีน เหยี่ยวแดง เหยี่ยวทุ่งนกแขวก นกจับแมลงจุกดำ นกตะขาบทุ่ง ฯลฯ โดยเฉพาะในช่วงเย็นหากผู้ใดมีโอกาสแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้จะได้เห็นภาพของนกนานาชนิดที่สร้างบรรยากาศสงบของธรรมชาติอันน่ารื่นรมย์ให้แก่นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี.

 

รณชัย ถมยาปริวัฒน์ อัลบั๊ม USA ลาสาวแม่กลอง

เพลง ลาสาวแม่กลอง

ขับร้องโดย รณชัย ถมยาปริวัฒน์ (อ๊อด คีรีบูน)

อัลลั๊มชุด ยู. เอส เอ.

ฟังเพลง ลาสาวแม่กลอง

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
Wikipedia.org
 




ไปไหนมา สามวา สองศอก

ชาวนาฝึกหัด ปลูกข้าวปลอดสารพิษ (ข้าวอินทรีย์)
SMEs เปิดแนวรุก บุก AEC
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน
น้ำพุร้อนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ คืออะไร article
สมาคมสร้างคุณค่าในประเทศไทย
ดอกลีลาวดี สัญลักษณ์วันงดสูบบุหรี่โลก article
อินโดไชน่าแฟร์ 2010 พิษณุโลก WE MAKE GREAT TOGETHER
ฟื้นสภาพบ้านตัวเองหลังน้ำลด
บีงกาฬ จังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย
โรงเรือนอบกล้วย พลังแสงอาทิตย์
มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน
อัตลักษณ์ SMEs ประเทศไทย สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
Headline



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

SIRIWANICH (S&W) Co., Ltd.
Address: 109/2 m3 Samorkhae,   Muang District
PHITSANULOK 65000 THAILAND
TEL: 055-268038 Fax: 055-223752
      MOBILE: 081-9710155
E-mail : si_vanich@yahoo.com
Website : www.banana-tai-tai.com